32 เรื่องน่ารู้ของการ “จูบ”

32 เรื่องน่ารู้ของการ “จูบ” รวมเรื่องน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการจูบที่หลายข้อท่านทั้งหลายก็ยังไม่เคยได้อ่านที่ไหนมาก่อนแน่นอน มีหลายข้อที่ช่วยให้ได้ความรู้มากขึ้นแน่นอนจ้า

32 เรื่องน่ารู้ของการ “จูบ”

1.คำว่า “Kiss” ในภาษาอังกฤษ นั้นมีที่มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า “cyssan” มันมีต้นตอจากภาษาเยอรมันโบราณ ซึ่งมีที่มาจากเสียงตอนคนดูดปากกันอ่ะ คิส คิส อะไรอย่างงี้แหละ

2.การจูบจะสร้างความดันในปาก มีรายงานมาว่าคู่รักในจีนจูบกันดูดดื่มจนฝ่ายหญิงแก้วหูแตกมาแล้ว พอจูบเสร็จฝ่ายหญิงก็เริ่มไม่ได้ยินอะไร เพราะงั้นควรจูบกันแต่พอดีอย่าให้มันแรงเกินไป

3.”Philematology” เป็นชื่อเรียกของ “ศาสตร์ในการจูบ”

4.ประโยค “kiss my ass (จูบก้นฉันสิ)” ซึ่งมีไว้ใช้ในการหยามนั้น มีการริเริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1705 ไม่รู้ใครคิดขึ้นมาเหมือนกัน

5.ริมฝีปากนั้นมีความอ่อนไหวมากกว่าปลายนิ้วถึง 100 เท่า

6.ผู้คนจำนวน 2 ใน 3 มักจะเอียงหัวไปด้านขวาเวลาจูบกัน

7.ในปากมีแบคทีเรียเต็มไปหมด เวลาจูบกันจะสามารถแลกเปลี่ยนแบคที่เรียได้มากถึง 10-1,000 ล้านตัว กันเลยทีเดียว

8.ในปี ค.ศ.2005 คู่รักในลอนดอนทำสถิติจูบกันนาน 31 ชั่วโมง 30นาทีกับอีก 30 วินาที ซึ่งถือว่านานที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

9.กล้ามเนื้อส่วนที่เรียกว่า “Orbicularis oris” เป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการจูบเพราะใช้ในการขมวดปากเข้ามาเป็นท่าจูบ เลยถูกเรียกว่า “Kissing muscle (กล้ามเนื้อแห่งการจูบ)”

10.การจูบแบบ “French kiss” ต้องใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้ามากถึง 34 มัด

11.ท่าจูบธรรมดา (ทำปากจู๋) ใช้กล้ามเนื้อเพียง 2 มัดเท่านั้น

12.คำว่า “French kiss” นั้นเริ่มมีการใช้กันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1923

13.ในภาษาฝรั่งเศสนั้นการจูบแบบ “French kiss” นั้นแปลว่าการจูบด้วยลิ้น , จูบด้วยวิญญาณ (หากทำถูกวิธีมันก็เหมือนกับจิตวิญาณของคนทั้งสองคนมารวมกัน) แต่ถ้าผิดวิธีมันก็อาจเป็นแค่หนังโป๊เรื่องนึง

14.สี่ตำราเวทภาษาสันสกฤต คือหนังสือเล่มแรกของโลก ที่มีการพูดถึงการจูบ

15.ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์เริ่มจูบกันตั้งแต่ยุคไหน

16.ชาวโรมัน แบ่งประเภทของการจูบเป็น 3 ประเภทและมีศัพท์เฉพาะของเขาด้วย คือ 1.จูบแก้ม (Osculum) 2.จูบริมฝีปาก (Basium) 3.จูบอย่างดูดดื่ม (Savolium)

17.การจูบแบบดูดดื่ม สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 6.4 แคล ต่อหนึ่งนาที

18.เป็นไปได้ที่ฝ่ายหญิงจะไปถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการจูบ (หมายถึงจูบปากนะไม่ใช่จูบ….)

19.การจูบทำให้สุขภาพฟันดีขึ้น เพราะการแลกน้ำลายจะช่วยล้างฟันไปด้วย

20.นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการจูบเป็นการแลกเปลี่ยนเกลือและซีบัม และใช้สร้างความผูกพันธ์ เหมือนกับนกนั่นแหละ นกบางตัวก่อนมันจะผสมพันธุ์กันมันจะเคี้ยวอาหารและป้อนให้คู่รักด้วยการจูบนะ เรื่องนี้ก็พึ่งรู้เหมือนกัน

21.ในคัมภีร์กามสูตร ( Kama Sutra ) มีท่าจูบมากกว่า 30 ท่าเลยทีเดียว

22.จากการวิจัยพบว่าผู้ชายจำนวนมากคิดถึงเรื่องการจูบมากกว่าเรื่องพาไปขึ้นเตียงเสียอีก

23.ชิมแปนซีจะอ้าปากกว้างจูบกันแต่ไม่ได้ใช้ลิ้น ส่วนพวกโบโนโบ หรือ ชิมแปนซีแคระ จะใช้ลิ้นเวลาจูบ อยากรู้ว่าเป็นไงไปหาดูหนังสดได้ที่สวนสัตว์

24.ธรรมเนียมการจูบกันในพิธีแต่งงานน่าจะมีต้นตอมาจากชาวโรมันสมัยโบราณ

25.ภาพยนต์เรื่องแรกที่มีฉากจูบกันเป็นภาพยนต์สั้นที่มีความยาวเพียง 30 วินาที คือ เรื่อง The Kiss (ฉายในปี 1896)

26.ภาพยนต์เรื่องแรกที่มีฉากคนเพศเดียวกันจูบกันคือเรื่อง Manslaughter ฉายในปี 1922

27.โพลสำรวจพบว่าฉากจูบในภาพยนต์เรื่อง Notorious (ฉายในปี 1946) ถูกโหวดให้เป็นภาพยนต์ที่มีฉากจูบโรแมนติกมากที่สุด

28.การจูบในสมัยโรมันโบราณใช้ในตอน แสดงความเคารพ , แสดงความขอบคุณ , ทำข้อตกลง , การได้กลับมาเจอกัน

29.ภาพยนต์เรื่อง Don Juan (ฉายในปี 1926) คือเรื่องที่มีฉากจูบเยอะมากที่สุด คือ 127 ครั้ง

30.ภาพยนต์เรื่อง Splendor in the Grass (ฉายในปี 1961) คือเรื่องแรกที่นำเสนอการจูบแบบ “French kiss”

31.ชายหญิงมากกว่า 95% ใช้จมูกถูคลอเคลียกันเวลาจูบ

32.ในยุคกลางของประเทศญี่ปุ่นเคยมีหนังสือที่เขียนด้วยลายมือ เตือนว่าห้ามชายญึ่ปุ่นจูบปากผู้หญิงตอนเธอกำลังถึงจุดสุดยอดเพราะพวกเธออาจจะกัดลิ้นฝ่ายชายขาดได้ (สรุปว่าห้ามใส่อะไรเข้าปากตอนถึงจุดสุดยอดใช่ปะ)

รวมข้อมูลและถูกแปลครั้งแรกโดย 108toplist.com

Leave a Reply